Depression

It's me !!! ? ? ?

posted on 18 Jun 2007 14:28 by backpacker-opal  in Depression

ฉันเอื้อมมือไปเปิดม่านฟ้า และพบว่าเช้านี้อากาศขมุกขมัว

จากวันเป็นสัปดาห์จากสัปดาห์เป็นเดือน สมองฉันตื้อตัน เผลอกระทำสิ่ง "โง่เขลาเบาปัญญา"

บางครั้งความรู้สึกที่ตื้อตัน มันต้องการปลดปล่อยออกมาไปลักษณะ "รูปธรรม"

ใช่ ! ฉันตั้งใจโง่เขลา และพบว่าในความเขลานั้น ฉันกลับสบายใจที่ได้ระบายมันออกมา

ตัวตนฉันอยู่ที่ไหน ใจเธอรู้ดีบางทีสิ่งที่เธอสัมผัสได้ในวันนั้น ฉันแค่แสดงมันออกมาโธ่เอ๋ย . . . ฉันยังคงเป็นสตรีที่มีหัวใจ อย่ามาดูแคลนความรักของฉัน เพราะสิ่งที่ฉันแสดงมันออกมาผ่านหน้ากากบนใบหน้าที่ฉันอาจจะมีอีกหลายใบ เธอน่าจะรู้จักใบสุดท้ายของฉันดีกว่าใครนะคนดี ขอที . . . อย่าดูแคลนมัน เพราะฉันถาโถมให้เธอแค่คนเดียวในยามนี้

โสมมจริงๆ สวะของหน้ากากมนุษย์ เฉกเช่นตัวฉัน

กดชัดโครกความโสมมมันทั้งไป ................. กรึดดดดดดด

นั่นไง มันหายไปแล้ว

ฉันกลับมาเป็นสตรีที่มีหัวใจคนเดิม ขอแค่อย่าดูแคลน เพราะหน้ากากใบนั้นมันขับเคลื่อนความรู้สึกได้ไว

: : :

ฉันเอื้อมมือไปเปิดม่านฟ้า อากาศขมุกขมัวไม่เลิก นกน้อยปีกหักอย่างฉันบินถลาเข้าในในโลกไซเบอร์ และเจอกับนกพเนจร ที่เราเคยอยู่ร่วมเรียงเคียงรัง

นกพเนจรกล่าวถึงฉันเอาไว้ในตอนหนึ่งของบันทึกเธอ

"เพื่อนนักเขียนร่วมสำนัก หมายถึงว่าเราเคยทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน แต่ทำนิตยสารคนละเล่ม เล่มของฉันออกแนวท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่ออกจะ "ไทยและเชย" หากเทียบกับเล่มที่เธอทำ เล่มนั้นแนวท่องเที่ยวแบบไลฟ์สไตล์ เก๋กู๊ด และเปรี้ยวจี๊ด บลอคของเธอก็ดูมีสไตล์ในแบบที่เธอเป็น และเข้าไปอ่านก็พบว่า โลกของเธอกำลังเป็นสีหวาน บ้านใหม่ คนรัก ดูเธอลักกี้อินเกม และลักกี้อินเลิฟในคราวเดียว นึกยินดีกับเธอในใจ และอวยพรเธอโดยที่เธอไม่รู้

งานของเธอ "คมจัด" และ "บาดใจ" ทั้งๆ ที่ตัวเธอที่ฉันรู้จักออกจะแนวติสต์ๆ ฮาๆ ปากกล้าและแนวๆ อืมมม อ่านงานเธอแล้ว เธอ "คม" จริงๆ"

ขอบคุณพี่นกพเนจรหนูบินตามหาพี่แล้ว ริมฝั่งแม่น้ำโขงมันเหงาและหนาวเช่นนั้นหรือ ทำไมเสียงร้องของพี่ถึงฟังดูเศร้าสร้อย ขอบคุณสำหรับคำอวยพร บางทีเรามันอาจเป็นแค่นกน้อยที่คอยตีปีกบินหารังที่อบอุ่น

: : :

ในประโยคอีกตอนหนึ่งที่นกพเนจรพร่ำบอกคือ

"การมาเจอเพื่อนนักเขียนร่วมสำนักทำให้ฉันอยากกลับไปกรีดปีกถลาบินให้ว่อนทั่วท้องฟ้า"

แต่นั่นละ นกบางตัวจำเป็นเสียสละปีกและหางเพื่อคนอื่น ชีวิตจะจมอยู่กับความทุกข์และหมองเศร้า ถ้าเรามัวแต่มองดูตนเอง"

พี่นกพเนจร หากเราจะเป็นนก

"นกกระจอกก็บินได้ นกอินทรีย์ก็บินได้ หากจะบินทั้งทีทำไมไม่บินอย่างอินทรีไปเลย"

ฉันจำที่มาของประโยคนี้ไม่ได้ แต่จำได้แม่นยำว่า ในสมุดไดอารีและ Friendships สมัยที่ยังเป็นนักเรียนคอซอง ฉันเขียนประโยคนี้ลงไปให้เพื่อนทุกคน . . .

ป่านนี้ ฉันขยับขยายตัวเองเป็นมากกว่านกกระจอก แต่ยังไม่เทียบเท่าพญาอินทรีย์ก็เท่านั้นเอง คอยก่อนเถอะ คอยก่อน สักวันฉันจะเป็นอินทรีย์ . . . อินทรีย์ในความคิดของคนเราไม่เทียบเท่า และ ทัดเทียม

เพราะบางทีอินทรีย์อย่างฉันอาจแค่ต้องการหารังรักที่อบอุ่น แล้วสลัดปีกนิ่งงันกับความคิดตนเอง

: : :

ฉันเอื้อมมือไปเปิดม่านฟ้า อากาศยังขมุกขมัว ฉันสยายปีก อยู่ในรังเดิมที่เคยร่วมเรียงกับนกพเนจร บางทีฉันอาจซุกตัวอยู่ที่นี่อีกไม่นาน . . . . . . ป่าอื่นรังใหม่ ใจยังบินว่อนพเนจรเช่นเดิม


ปล. บลอคของนกพเนจร