เช้านี้ท้องฟ้าเล่นบทโศก วันที่ชีวิตต้องไหลเวียนต่อไปในวัฏจักร สีขมุกขมัวของท้องฟ้าเปล่าเปลี่ยว เทาทะมึน ชวนเหงา ถ้าอย่างนั้นอย่าได้ปฏิเสธความต้องการของฝนฟ้าอีกเลย ปล่อยให้ตัวเองเพ้อ ล่องลอย ล่องลอย และล่องลอย รู้สึกตัวอีกที ฉันกำลังเพ้อถึงเม็ดฝนที่ . . . อินเดีย
อินเดียไม่ไปไปรู้ สิบปากกว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าสองมือคลำ และการจะเสพติดอินเดียให้ครบอรรถรส นั่นคือการกรำแดด ตากฝน และหนาวเหน็บอยู่ในซอกมุมของอินเดียจนครบทุกฤดู
ฤดูฝนของที่นั่นนำพามาซึ่งความรู้สึก เปล่าเปลี่ยว ชื้นฉ่ำ และแสนเหงา . . . พื้นที่ว่างตามซอกมุมของสถานีรถไฟกลายเป็นที่หลับนอนและซ่อนกายของคนทุกระดับชั้นไม่นับรวมถึงหนูยักษ์ตัวเท่าแมวกองทัพแมลงสาบ หรือแม้กระทั่งวัวนักแบกเป้จากแดนไกลที่กำลังปลดเปลื้องพันธนาการอยู่เบื้องหน้าที่หารู้ไม่ว่า เขาอาจจะเป็นลูกมหาเศรษฐีของเมืองไหนสักแห่ง ปะปนอยู่กับจัณฑานตัวมอมแมม สาหรีสีแสบสันที่เคยเห็นช่วงฤดูร้อนชื้นแฉะและซีดจางเข้าไปทุกขณะ เวลานี้เราทุกคนไม่ต่างกัน มิตรภาพต่างสายพันธ์ก่อเกิดได้เสมอ จายร้อนๆ (ชาอินเดียใส่นม) แก้วละสามรูปี ที่หยิบยื่นแบ่งปัน คงพอช่วยต่อลมหายใจให้พวกเขาได้บ้างเขาอุ่นกาย แต่ทว่าเรากลับอุ่นใจ. . .
ฉันบ่มความเหงาและชื้นแฉะจนได้ที่ มือที่เปียกน้ำฝนจนเหี่ยวเฉา ขาวซีดแทบไม่มีเลือดหล่อเลี้ยง กระเป๋าใบหนักอึ้งบนบ่าปลดระวางอยู่ข้างๆ รองเท้าผ้าใบและถุงเท้าที่เปียกชุ่ม สมองนิ่งนึกระหว่างที่สายตากำลังเหม่อมองสายฝนที่สาดซัด "ฉันกำลังอยู่ที่ไหนของโลกหรือนี่ ทำไมฤดูฝนมันช่างโหดร้ายกับผู้หญิงที่เดินทางลำพังได้เพียงนี้"
อินเดียรวมเอาทุกความฝัน ความหวัง ความหดหู่ ของผู้คนเอาไว้อย่างร้ายกาจไม่ต่างอะไรกับ นิวยอร์กซิตี้ เพียงทว่านิวยอร์กทำให้เรามุ่งหวังถึงอนาคต แต่อินเดียทำให้เรานึกถึงปัจจุบันในทุกโมงยามว่าวันนี้เราจะขดตัวนอนอยู่ที่ไหน กินอะไร และจะมีชีวิตรอดพ้นจากวันนี้หรือไม่ ไม่ต่างอะไรกับ Homeless ในย่านบรองค์
ในเมื่อโลกกำลังสดุดีเทคโนโลยีและความก้าวหน้าที่ไปไวกว่าแสงของศตวรรษใหม่ แต่ดินแดนภารตะแห่งนี้ ยังบ่มเพาะมวลมนุษยชาติที่ยังสัมผัสไม่ได้ถึงคำว่า "ความเจริญ" เอาไว้อย่างแน่นิ่ง ไม่ติงไหว จนบางครั้งอดหันมามองตัวเองไม่ได้ว่า ข้าวของเครื่องใช้ และอุปกรณ์ไฮเทคที่พกพา มันเข้ากันได้ดีหรือไม่กับสถานที่ ที่หล่อหลอมความเป็นมนุษย์ในนามว่า . . . อินเดีย