Romantic Coastal Italy Part I

posted on 28 Nov 2006 18:02 by backpacker-opal  in backpacker

ร่ำลือกันมานานว่าถนนสายอมัลฟี ตอนใต้ของอิตาลี ไกลจากเมืองเนเปิลไปสักอึดใจงดงามราวกับเมืองแห่งความฝัน สองข้างทางที่ขนาบด้วยผาสูงและท้องทะเลเมติเตอร์เรเนียน ซุกซ่อนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานเอาไว้ เสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความโรแมนติกนั้น กังวาลกึกก้องอยู่ในใจ แล้วในที่สุด โอกาสที่ฉันรอคอยก็มาถึง

เหินฟ้าสู่กรุงโรมเพื่อเปลี่ยนเครื่องบินโดยสารภายในประเทศ แล้วมุ่งหน้าสู่เมืองเนเปิลเพื่อต่อเรือเฟอร์รี่ข้าวมเกาะไปยังโพสิตาโน แม้จะต้องขึ้นรถลงเรือหลายรอบ แต่ไม่ได้ทำให้จิตใจลดความฮึกเฮิมลงแม้แต่น้อย แถมยังฟิตกว่าเดิมเพราะความงามที่รอปรากฏโฉมอยู่เบื้องหน้า ฉันมาถึงโพสิตาโนในยามเย็นย่ำ แสงส้มส้มที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนบรรยากาศของท้องทะเลเมติเตอร์เรเนียน ทำให้มื้อดินเนอร์บนเทอเรสของโรงแรมอร่อยมากขึ้นกว่าเดิม อากาศปลายฤดูหนาวผนวกกับความเมื่อยล้าจากการเดินทาง ค่ำคืนนั้นฉันหลับไหลและฝันดีอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของโพสิตาโน

รุ่งอรุณโพสิตาโนปลุกฉันด้วยแสงแดดอ่อนๆ สายลมพัดปลิวเป็นระยะ อดใจไม่ไหวที่จะเอื้อมมือไปเปิดหน้าต่างออกไปมองเมืองโพสิตาโนที่ลดหลั่นบนชั้นเขา ท่าเรือเต็มไปด้วยเรือลำน้อยใหญ่ที่เข้ามาจอดเทียบชายฝั่ง ได้เวลานัดหมาย รถเปิดประตูคันโก้ที่จองเอาไว้มาจอดหน้าโรงแรม ฉันเริ่มต้นออกสตาร์ทที่โพสิตาโน มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นเส้นทางสายที่โรแมนติกที่สุด ด้วยความงดงามติดอันดับโลก Amalfi Drive ขวามือเป็นท้องทะเลที่ประกายระยิบระยับราวกับคริสตันยาวไกลสุดลูกหูลูกตา จรดเส้นขอบฟ้าแบบ 180 องศา ด้านซ้ายมือเป็นภูเขาสูงชันไปตลอดเส้นทาง

มีตำนานเล่าขานว่า "เนปจูน" เทพเจ้าแห่งมหาสมุทรของชาวดรมัน ได้มาตกหลุมรักเทพธิดาของเมืองโพสิตาโน จึงได้บรรจงเสกสรรความงดงามเอาไว้ตามผาสูงที่ลดหลั่นกันตามชั้นเขา ให้เป็นของขวัญแห่งความรัก โพสิตาโนจึงกลายเป็นเมืองทรงเสน่ห์จนได้รับสมญานามว่า "Town of Thousand Postcard" ที่ช่างภาพหลายคนออกปากว่าเป็นเมืองที่เก็บภาพวิถีชีวิตชาวประมงได้สวยติดอันดับต้นๆ ของโลก

 

แสงแดดละเลียดไล้หมู่บ้าน นกทะเลสีขาวบินว่อนทั่วท้องฟ้า ตัดกับสีฟ้าน้ำทะเล และหลังคาสีขาวเหลืองของหมู่บ้านชาวประมง ที่ตามประวัติเล่าว่าล่องเรือมาจากหมู่เกาะเซอร์เรนโตตั้งแต่ ค.ศ. 1950 นี่คือส่วนหนึ่งของความงามในแบบฉบับของโพสิตาโนที่เคยถ่ายทอดลงบนโปสการ์ดครั้งแล้วครั้งเล่า

เร่งความเร็วมาเรื่อยๆ จนถึงจุดชมวิวที่สูงสุดของเมือง สวยจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ร้อง ว้าว อยู่หลายครั้ง จุดชมวิวนี้หากคุณใจแข็งไม่จอดแวะดื่มด่ำความงดงาม ต้องขอบอกว่าคุณพลาดอย่างช่วยไม่ได้ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือ ความงดงามของโพสิตาโนที่แยกตัวออกเป็นสองฝั่ง จากหอคอยสูงทางด้านทิศตะวันตกที่เรียกว่า Spiaggia Del Fornillo Beach เป็นชายหาดติดกับหน้าผาสูงเหมาะสำหรับนักปีนเขา ส่วนด้านทางทิศตะวันออกเป็นที่ตั้งของ Spoaggia Grande ชายหาดที่ทอดตัวเป็นแนวกว้าง มองเห็นร่มสีเหลือง ส้ม น้ำเงินตัดสลับกับเก้าอี้ผ้าใบ ให้นักท่องเที่ยวผู้พิสมัยผิวสีแทนนอนอาบแดดอยู่ไกลๆ โดยมีร้านอาหารและร้านค้า แกลอรี่เรียงรายตามไหล่เขา ถัดออกไปเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ปลูกสร้างลดหลั่นกันลงไป มองเป็นช่างเป็นชีวิตชาวเลที่มีชีวิตชีวาเสียยิ่งกระไร

เส้นทางขับขี่ต่อจากจุดชมเมือง เราต้องชะลอความเร็วให้ช้าลง เพราะยิ่งเข้าเขตชุมชนมากขึ้นเท่าไหร่ ถนนยิ่งแคบลงเท่านั้น แถมยังมีรถสวนทางตลอดเวลา เมื่อเข้าถึงตัวเมืองที่เรามองเห็นจากจุดชมวิวก่อนหน้านี้ สายตาสอดส่องมองหาลานจอดรถ ซึ่งมีไว้ให้บริการเพียงไม่กี่แห่ง จากนั้นถึงช่วงเวลาที่นวยนาดลัดเลาะไปตามทาง บนพื้นปูนที่ลาดต่ำลงไป บ้านเรือนสีขาวสลับเหลือง ตามไหล่เขาซับซ้อนกันไปมา บางหลังมีต้นส้มและต้นมะนาวที่ออกผลลูกดกปลูกอยู่ตามสวนหลังบ้าน บางหลังมีคุณยายแก่ๆ นั่งโยกเก้าอี้ไม้หน้าระเบียง

โพสิตาโนเป็นเมืองที่รวบรวมศิลปินเอาไว้มากที่สุดเมืองหนึ่ง เราจึงเพลิดเพลินกับผลงานของจิตรกรทั้งหลายที่ขนเอาภาพวาดของตัวเองมาตั้งโต๊ะเรียงราย รอคอยเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว ดูเอาเถิดว่าเมืองนี้ร้ายกาจแค่ไหนที่จับเอาศิลปินมารวมกับชาวประมงได้อย่างกลมกลืนจนทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับขึ้นมาได้

เดินไปตามไหล่ทางได้สักอึดใจจะพบกับ โบสถ์เก่าแก่ของเมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรตที่ 13 ตกแต่งสไตล์ไบเซนไทน์อย่างวิจิตร จากโบสถ์ฉันเดินลัดเลาะไปทางชายหาด ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือนักท่องเที่ยวในชุดบิกินีอาบแดดกันอยู่เต็มชายหาด กิจกรรมทางทะเลแถบนี้คงหนีไม่พ้นการล่องเรือเพื่อชมทัศนียภาพโดยรอบ

 

วันที่เราไปถึงเป็นช่วงวีคเอนด์ ระหว่างทางจึงสวนกับกลุ่มมอเตอร์ไซค์คันโต ฮาร์เลย์ เดวิดสัน สกู๊ตเตอร์คันเล็ก จักรยานเสือภูเขา เวสป้าที่ขับมาเป็นกลุ่ม ยิ่งพวกสิงห์มอเตอร์ไซค์แล้วจะแต่งตัวกันเรียกว่าฟูล ออพชั่นเลยทีเดียว รถเฟียตคันเล็กที่โฉบเฉี่ยวในเส้นทางสายแคบนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว หรือรถหรูหราที่ขับขี่มาเป็นส่วนตัวเพื่อชมทิวทัศน์ของอมัลฟี ก็มีให้เห็น ยิ่งถ้าเป็นช่วงไฮซีซั่นในฤดูร้อน การจราจรที่นี่เรียกได้ว่า ติดแหง็ก จึงอยากแนะนำให้ไปในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูหนาว เพราะโรงแรมและร้านค้าจะกระหน่ำลดราคาเอาใจนักท่องเที่ยวกันแบบสุดๆ กันเลยทีเดียว


หลุดพ้นสภาพการจราจรที่ติดขัดมาได้ตอนบ่ายแก่ๆ ความตื่นเต้นยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ขับรถชมทิวทัศน์สองข้างทางไปเรื่อยๆ จนถึงอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญนั่นก็คือ กร็อตตา ดิ สเมรัลโด (Grotta di Smeraldo) อุโมงค์ที่ตัดผ่าภูเขาลูกใหญ่ จุดเด่นคือแสงสีเขียวที่ส่องประกายในอุโมงค์อย่างน่าอัศจรรย์ หากนึกภาพไม่ออกลองหลับตาแล้วคิดถึงถ้ำมรกตบ้านเรา เพียงแค่เปลี่ยนฉากหลังจากพื้นน้ำเป็นถนนแทน นั่นแหละคือความพิเศษของอุโมงค์นี้ ออกจากอุโมงค์เราก็ขับรถไปตามเส้นทางเรื่อยๆ นอกจากต้องคอยหลบรถที่สวนทางแล้ว ยังต้องคอยระวังหินที่หล่นจากหน้าผาอีกด้วย แต่ด้วยมาตรการที่เข้มงวดของเมืองนี้ ตามหน้าผาจึงมีตาข่ายขึงยาวกันหินก้อนใหญ่หล่นมาทับรถของนักท่องเที่ยวไปตลอดเส้นทาง

พอแค่นี้ก่อนนะคะ เอนทรีหน้า จะพาเข้าสู่เมืองอมัลฟีค่ะ

สงวนลิขสิทธ์ทั้งภาพและงานเขียนนะคะ

ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ anywhere magazine issue july 2005

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

#1 By rafilmstruck on 2006-11-28 18:07

ตำนานเนปจูนต้องเป็นจริงแน่เลย
คงมีแต่ความรักเท่านั้นที่สร้างสิ่งสวยงามขนาดนี้
อ่านแล้วถึงได้รู้ว่า อิตาลีไกลเกินฝันจริงๆ

#2 By a tell of wind on 2006-11-28 18:15

อ่านจบแล้ว สวยมาก
รอเมืองอมัลฟีอยู่นะ5555
(เม้นอย่างเป็นทางการเลยกรู)

#3 By rafilmstruck on 2006-11-28 18:19

ของเก่าเล่าใหม่..