"Your time is limited, so don't waste it living someone's life. Don't be trapped by dogma-which is living with the results of other people's thinking. Don't let the noise of others's opinions drown out your own inner voice. And intuition. They somehow already know what you truly want to become. Everything else is secondary."
แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า
"เวลาของคุณมีจำกัด ฉะนั้น อย่าได้ยอมเสียเวลาไปกับการใช้ชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลของความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามหัวใจปรารถนาและสัญชาติญาณของคุณจะพาไป เพราะหัวใจและสัญชาติญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการอะไร"
ประโยคปิดท้ายสุนทรพจน์อันลือลั่นของ Steve Jobs ในวันมอบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
รู้จักพ่อหนุ่ม สตีฟ จ๊อบส์คนนี้กันไหมค่ะ
ชายหนุ่มที่มีผู้ให้กำเนิดเป็นหญิงสาววัยกำลังเรียน ไม่พร้อมจะมีบุตร และไม่ต้องการจะเลี้ยงดูเขาในขณะนั้น
ชายหนุ่มผู้ที่มีพ่อแม่บุญธรรมเป็นเพียงชนชั้นแรงงาน
ชายหนุ่มผู้ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เมื่อเรียนไปได้เพียงหกเดือนเพียงเพราะเขาหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่า มหาวิทยาลัยไม่สามารถช่วยให้เขาค้นพบคำตอบที่ว่า "เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต" ได้
ชายหนุ่มผู้ที่เคยไม่มีแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอนต้องคอยเก็บกระป๋องโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกกับเงินมัดจำเพียงขวดละ 5 เซนต์ เพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหาร
ชายหนุ่มที่ต้องออกเดินทางด้วยเท้าเป็นระยะ 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีดีประทังชีวิตที่วัดHare Krishna
ชายหนุ่มผู้ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยคนนี้ รักษาสภาพการเรียนของเขาด้วยการเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ เป็นเวลา 18 เดือน
ชายหนุ่มคนนี้เลือกเรียนวิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (Calligraphy) สาเหตุที่เขาเลือกเรียนวิชานี้ก็เพราะว่า หัวใจและสัญชาติญาณของเขานำพาไป โดยที่เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อะไรได้ในอนาคต
แต่เพียง 10 ปีหลังจากนั้น เขาคือผู้คิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรกของโลก และเริ่มต้นบริษัท Apple ขึ้นครั้งแรกในโรงรถเมื่อมีอายุได้เพียง 20 ปี ส่งผลให้มีผลกำไรที่ได้มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์และมีพนักงานกว่า 4,000 คน ในเวลาต่อมา
แต่เรื่องราวของเขายังไม่ได้จบแต่เพียงเท่านี้
เพราะเขาถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาก่อตั้งมาเองกับมือ หลังจากเขาทะเลาะจนถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพที่เขาจ้างมาเองด้วยตัวเอง และกรรมการบริหารทั้งหมดเลือกที่จะเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น !
นั่นคือความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของเขา เขาจมอยู่กับความเศร้าถึง 5 ปีเต็ม และมีความคิดที่จะหันหลังวงการคอมพิวเตอร์ชั่วชีวิต แต่ในเมื่อตัวจริงก็คือตัวจริงวันยังค่ำ
เขาเลือกที่จะลุกขึ้นสู้และเดินหน้าต่อไปโดยมีความผิดหวังในอดีตเป็นแรงส่ง เขาเริ่มต้นก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Next และ Pixar
ถูกต้องค่ะ ภาพยนตร์เรื่อง Toy Story บรรลือโลกนั่นแหละคือผลงานของเขา ส่งผลให้ Apple กลับมาซื้อหุ้นของบริษัท Next ทำให้เขาได้กลับหวนคืนสู่บริษัทแรกของตัวเองอีกครั้ง และเทคโนโลยีต่างๆ จาก Next ที่เขาคิดค้นขึ้นมาได้กลายเป็นกลไลสำคัญที่ทำให้ Apple ขายดีขึ้นมาอีกครั้ง เขาเรียกยุคนั้นว่า ยุคฟื้นฟู Apple
เขามีข้อคิดดีดีที่ชวนให้คิดว่าจากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมานั่นคือ
"ความล้มเหลวคือยาขม แต่มันจำเป็นสำหรับคนไข้"
"เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก"
"คุณต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ (You'v got to fine what you love)"
เรื่องราวชีวิตของชายหนุ่มคนนี้ยังไม่ได้จบอยู่เพียงเท่านี้
เมื่อเขามีอายุ 34 ปีแพทย์พบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งในตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้ ทำให้เขาหวนคิดไปถึงข้อความหนึ่งที่ได้อ่านมาตอนอายุ 17 ปีและจดจำมาตลอดชีวิตว่า "วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต" เขาจึงเฝ้าถามตัวเองในกระจกตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาว่า "ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่" และเมื่อคำตอบที่ได้คือ "ไม่" ติดกันหลายวัน เขาจึงรู้ตัวเองแล้วว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง
ในขณะที่เขากำลังจะเตรียมตัวตายอย่างช้าๆ คณะแพทย์ได้ค้นพบวิธีรักษามะเร็งตับอ่อนชนิดที่พบได้ยากอย่างเขา ด้วยวิธีผ่าตัด และเขาได้เข้าการรักษาและหายขาดในเวลาต่อมา
นั่นเป็นอีกครั้งในชีวิตที่เขาเฉียดเข้าไปใกล้ความตาย
และมีข้อคิดดีดีแก่ผู้อื่นอีกหนึ่งข้อนั่นคือ
"ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของชีวิต ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางใหม่แก่สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต"
และทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นที่มาของประโยคปิดท้ายในสุนทรพจน์อันลือนั่นของเขาในประโยคข้างต้นนั่นเอง ชายหนุ่มผู้ไม่เคยทรยศต่อหัวใจและสัญาณของตัวเอง
ปล - ดัดแปลงมาจาก คอลัมน์ Done! ของคุณตรีนุช ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Lips ฉบับปักษ์หลังเดือนตุลาคม 2006 เนื่องจากต้นฉบับของจริงมีเนื้อหายาวมาก เลยนำมาเรียบเรียงใหม่ให้อ่านกันค่ะ
มีประโยชน์กับชีวิตในห้วงนี้จริงๆ ขอบคุณค่ะ Steve Jobs

เติม เพื่อน เติม !