"ฉันนี่แหละคนน่านตัวจริง"

posted on 26 Nov 2009 15:39 by backpacker-opal

คนอื่นพักร้อน แต่ เราพักหนาว

ในเมื่อเกิดและเติบโตอยู่ที่จังหวัดน่าน

จังหวัดเล็กๆ หนึ่งในแปดจังหวัดล้านนาทางภาคเหนือ

(บางคนยังไม่ทราบว่า น่านเป็นจังหวัดทางภาคเหนือ บ้างก็โมเมว่า อยู่คิดเชียงคานบ้างล่ะ เลย บ้างล่ะ หนองคายบ้างล่ะ ว่ากันไป) 

ไฉนเลยที่จะเบือนหน้าหนีหนาวไปนอนอาบหมอกที่อื่นให้บรรพบุรุษขุนเคือง

 

Photobucket

 

กลับบ้านคราวนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ประทับใจ ความใสซื่อของชาวบ้านยังเต็มสิบเหมือนเดิม 

เห็นภาพวัยรุ่น หนุ่มสาว หรือแม้กระทั่งละอ่อนน้อยนุ่งผ้าซิ่น ปักปิ่น ปั่นจักรยานไปโรงเรียนมันก็น่าชื่นชม

หรือแม้กระทั่งถนนคนเดินที่เพิ่งมีมาไม่กี่ปีให้หลังนี้ก็ยังน่ารัก

"ซื้ออะหยั๋งดีเจ้า ซาวบาท ซาวบาท"  (ซื้ออะไรดีคะ ยี่สิบบาท ยี่สิบบาท)

ของกินพื้นเมืองที่ไม่ได้ทานมานาน ก็ได้ซื้อ ได้กิน หอบพะรุงพะรังกลับบ้าน ห่อใส่กระทงใบตองน่ารักเหมือนเดิม

 

Photobucket

 

 สายไฟที่เคยระเกะระกะบนอากาศก็ได้รับการเก็บกวาดลงใต้ดิน 

"เพื่อทัศนียภาพที่สวยงามและการเขยิบเข้าใกล้คำว่า "มรดกโลก" " พ่อเมืองเค้าว่าอย่างนั้น

ชาวน่านไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรืออยากเป็นเมืองมรดกโลก ยังคงปล่อยให้กาลเวลาไหลไปอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง

ไม่ทำตัวปั่นจักรแข่งกับโมงยามที่ไหลไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นการยากที่จะรักษาแชมป์

จะให้เก็บเมืองน่านบ้านตัวเองใส่แช่แข็ง ฟรีต เอาไว้ก็เป็นไปได้ยาก แต่ก็ภาวนาให้มันค่อยๆ ละลายไปอย่างเชื่องช้าและกลมกลืนที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้

 

Photobucket

 

จิตรกรรมฝาผนังบรรลือโลก หรือ สถาปัตยกรรมที่รวมเอา โบสถ์ วัด วิหาร เจดีย์ไว้เบ็ดเสร็จอย่าง "วัดภูมินทร์" ที่แม้จะเคยอวดโฉมอยู่บนธนบัตรรัฐบาลฉบับละหนึ่งบาทมาแล้ว เคยอยู่อย่างไรก็คงอยู่อย่างนั้นอย่างเข้มแข็ง

 ข่วงเมืองน่าน กลายเป็นสถานที่จัดแสดงภาพถ่าย งานศิลปะ หรือแม้กระทั่งการละเล่นสะล้อซอซึง อ่านบทกวีภาษาเหนือ

 แยกไฟแดงที่อุตสาห์เอามไม้ฉลุ มาล้อมเอาไว้ให้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

บนถนนสองเลนที่คับแคบ แต่คนเมืองน่านยังมีน้ำใจแบ่งปันครึ่งหนึ่งของเลนไว้เป็น เลนจักรยานไว้ทั้วเมือง ช่างน่าชื่นชม

 เข้าไปหากินในเมืองใหญ่ซะจนเคยตัว พอกลับบ้านที เจอคนน่านอ้อยอิ่งขับรถ หรือ ทำอะไรเชื่องช้า วัน-สองวันแรกก็พาลหงุดหงิด หลายวันผ่านไปเพิ่งนึกขึ้นได้ เออ ... เค้าก็อยู่ของเค้ามาอย่างนี้ด้วยความเคยชิน เราซะอีกที่ติดนิสัยไม่ดีจากเมืองใหญ่กลับบ้านมาใช้บ้านตัว นึกขึ้นได้ก็อยากเขกกะโหลกตัวเองแรงๆ 

สิ่งที่ชอบอีกอย่างเวลากลับบ้านคือการได้พูดภาษาเหนือ ภาษาเหนือจริงๆ ที่คำศัพท์บางคำแทบจะลืมไปแล้ว จนต้องถามแม่ว่า ศัพท์คำนี้ ภาษาพื้นเมืองจริงๆ พูดว่าอะไรนะ นึกแล้วก็ขำ

ถามหาของฝาก เมื่อก่อนกลับบ้านจะซื้ออะไรไปฝากเพื่อนก็กลัวจะเชยหรือไม่ทันสมัย

รอบนี้เลยได้ส้มสีทองใส่ชะลอมกลับกรุง ถือด้วยความภูมิใจ ฉันนี่แหละพจมานแห่งเมืองใหญ่

 

Photobucket

 

ที่พลาดไม่ได้ถือเสื้อยืดราคาร้อยกว่าบาทที่ สกรีนหน้าออกว่า ไอเลิฟน่าน

จะใส่ยืดอกให้ภูมิใจ ว่ารัก "น่าน" บ้านตัวเองขนาดไหน

หลงแสงสีเสียงเมืองกรุงเสียนาน ตื่นมาเช้าตรู่ อุณหภูมิเย็นจัด พูดทีควันออกปาก มองออกไปนอกบ้าน ตะโกนถามแม่

"แม่ๆ ใครเผาขยะนี่ ควันลอยมาเต็มเลย"

แม่เดินเข้ามาบอกว่า

"ควันที่ไหน นี่หมอก ตื่นสายไม่ทันเห็นหมอกเต็มบ้าน นี่สายแล้วหายไปเยอะมากแล้วนะ"

แล้วแม่ก็แถมอีกประโยคว่า

"บ้านใหญ่หลายร้อยไร่หรือไงตะโกนเสียงดัง คนบ้านเราเขาไม่ตะโกนกันรู้หรือเปล่า ทำตัวให้มันเรียบร้อยไม่เป็นหรือไง" เด็กจนโต ยังคงโดนดุเรื่องเดิม

ขับรถมุ่งหน้าไปต่างอำเภอ ขนขนม อุปกรณ์กีฬาใส่รถไปมากมาย จุดประสงค์ก็เพื่อเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กน้อย รอยยิ้มพิมพ์ใจ กับกระเพาะน้อยๆ ของเด็กๆ ที่อิ่มหนำสำราญทำเราอิ่มใจไปอีกหลายวัน ละอ่อนน้อยอิ่มท้อง เราอิ่มบุญ 

 

  Photobucket

Photobucket

 

อยากกินกาแฟเอสเปรสโซ่ใจจะขาด เลี้ยวเข้าร้านกาแฟริมทาง สั่งเอสเปรสโซ่ นึกแล้วขำ คนขายหายไปทำกาแฟอยู่ตั้งนาน ท่าทางจะเปิดตำราแล้วทำไปด้วย ไม่เป็นไรให้อภัยได้ ความเจริญต่างๆ เพิ่งเข้ามาถึง การปรุงกาแฟต่างชาติก็คงต้องใช้ความเรียนรู้และเคยชินเป็นธรรมดา

กาแฟแก้วนั้นยังอุ่นอยู่ในเมือง ทอดสายตาไปเบื้องหน้า เจอนักท่องเที่ยวทยอยเข้ามาประปราย หลานตัวเล็กๆ ตะโกนดีใจ "ฝรั่ง ฝรั่ง" ใจหนึ่งก็ขำ เพราะเมื่อก่อนถ้ามีฝรั่ง หรือคนแปลกหน้ามาเดินดุ่มๆ แถวในเมืองเดาได้อย่างเดียวว่า มันคงหลงทาง เดี๋ยวนี้สิ รถทัวร์เข้ามาจอดทีไร นักท่องเที่ยวลงมาเป็นกลุ่ม  คิดแล้วภูมิใจไม่หาย 

"ฉันนี่แหละคนน่านตัวจริง"