เช้า สาย บ่าย เย็น ย่ำ
posted on 02 May 2010 15:41 by backpacker-opal in backpacker
เช้า
นั่งรอตักบาตรข้าวเหนียวอยู่หน้าวัดเชียงทอง เช้าเกินไปจนมองไม่เห็นในสิ่งใดในระยะไกล หมอกปกคลุมตัวเมืองหลวงพระบางเอาไว้ซะมิดชิด รอเวลาแต่ละวัดตีกลองบอกสัญญาณ พระหลายร้อยรูปทยอยออกจากวัดมาบิณฑบาทข้าวเหนียว ความน่ารักอยู่ตรงที่ เราปั้นข้าวเหนียวเป็นคำเล็กๆ ใส่ในบาตรพระให้ครบทุกองค์ เด็กน้อยหน้าตามมอมแมม ลากขันใบเล็ก มานั่งไหว้ขอบุญที่พระจะหยิบจากบาตรส่งให้ เป็นความประทับใจยามเช้าที่ม่วนซื่น หลวงพระบางโดยแท้
สาย
จาย (ชาใส่นม) ในมือหมดแก้วไปตั้งนานแล้ว แต่ฉันคงยังไม่ไหวติง ขยับเขยื้อนตัวออกไปไหนไกลจากร้านกาแฟริมแม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี นั่งมองภาพของวิถีชีวิตของชาวอินเดียแบบที่ฉันเคยเห็นและใฝ่ฝันจะได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง โลกภายนอกกำลังสดุดีความก้าวหน้าแห่งศตวรรตที่ 21 กันทุกหย่อมหญ้า แต่ที่แห่งนี้ไม่เคยสะทกสะท้านต่อความเคลื่อนไหวที่เร็วกว่าแสงไปมากกว่านี้ แม่น้ำคงคาหยุดเอาชีวิต และวีถีความเจริญด้านวัตถุของคนเอาไว้ให้คงเหลือแต่ความเจริญทางด้านจิตใจในแบบฉบับเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านกาลเวลามาถึง 4000 กว่าปี นมัสเต... อินเดีย
บ่าย
ล่องเรือผ่านช่องแคบของภูเขาหินปูนเล็กๆ เหมือนเขาตะปูบ้านเรา แต่ทว่า ท้องทะเลที่นี่เป็นกลิ่นของทะเลเมติเตอร์เรเนียน พิกัดที่เรือแล่นผ่าน คือเกาะคาปรี เกาะสวาทหาดสวรรค์ทางตอนใต้ของอิตาลี ตามคำโฆษณาเชิญชวนของสารพัดไกด์บุ๊ค และเวปไซต์ที่ช่ำชองเรื่องท่องเที่ยวบอกว่า หากมาเยือนคาปรี และไม่ได้แวะชม blue grotto ถ้ำสีครามของที่นี่ คงต้องนั่งเครื่องบินมาเที่ยวซ่อมเป็นการใหญ่ จะอะไรนักหนา สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าหนึ่งมือน้อยๆ ของเราได้ไปคลำเอง เสียเงินไปหลายยูโร บ้าชะมัด ออกจากถ้ำได้เหมือนโดนสอยเข้าที่ปลายคางอย่างจัง blue grotto สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของอิตาลี มันคือถ้ำมรกตบ้านเราดีดีนี่เอง เพียงแค่สีมรกตของบ้านเราถูกแทนที่ด้วยสีฟ้าคราม และเสียงเพลง ซานตา ลูเซีย ของคนขับเรือแจวที่พาเรามุดเข้าไปในถ้ำ แถมยังโดนขู่กรรโชกให้จ่ายค่าทิปให้อีกต่างหาก ไม่เคยไปถ้ำมรกตบ้างก็แล้วไปนะกอนโดเลีย
เย็น
หากลมหนาวของปารีสในยาวนี้ เกาะกินหัวใจของคนขี้เหงาหลายคน แต่ทว่าสาวขี้เหงาจากแดนไกล ไทยแลนด์คนนี้ ตั้งมั่นปักหลักบนถนนชองป์ เอลีเช่ กลางกรุงปารีสอย่างไม่สะทกสะท้าน ถนนแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่า นครแห่งแสงสี หรือ City of Light มาครองตามความคาดหมาย ถนนที่ยาวเกือบสองกิโลเมตรเรียกความสนใจของนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งวันคืน แบรนด์เนมแพงระยับที่เห็นตามแคตตาล็อคต่างๆ ดาหน้าอยู่ใน Display สุดเดริน ที่บรรดาดีไซเนอร์กระหน่ำมาโชว์ดูดเงินของนักท่องเที่ยวอย่างไม่ปราณี be what you want to be ว่างั้น เลยทำตัวเป็นสาวปารีเชียง เข้าร้านโน้นออกร้านนี้อย่างอาจหาญ แต่ไม่ควักเครดิตการ์ดรูดเสื้อสินค้าใดใด เพราะราคาแพงจับใจจ่ายไม่ลง กระชับเสื้อโค้ทตัวเก่ง สาวเท้าด้วยบูทสูงตั้งหน้าตั้งตาสำรวจเมืองต่อไป
ย่ำ
สายลมของฤดูวินเธอร์ปะทะหน้าเข้ามาเป็นระยะ แต่ฉันกลับยืนสูดอากาศหนาวอยู่ริมแม่น้ำดานูบ ปรับโสตประสาทให้พร้อมรับกับเสียงดนตรีแนววอลซ์และคลาสสิค ในเมื่อเลือกที่จะเหินฟ้ามาเสพย์ความสุนทรีย์ในมหานครที่รวมเอาคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง บีโธเฟน, โมสาร์ท, ชูเบอร์ก, บราห์ม หรือแม้แต่ โยธัน สเตราส์ ที่ล้วนแล้วแต่ถือสัญชาติออสเตรียไว้ทั้งหมดแล้วนั้น การรับชม รับฟัง เสียงดนตรีคลาสสิคระดับโลกในงาน เวียนนา เฟสติวัล 2005 จึงเป็นสิ่งที่หาสิ่งใดมาเปรียบเปรยได้อีกแล้วในยามนี้ ค่ำคืนของเสียงเพลงและความโรแมนติกในทุกมุมเมืองของเวียนนา จะปลุกคุณให้ตื่นตาฝัน แล้วกระซิบบอกว่า "ตื่นเถิดนี่มันคือความจริง"
ในหนึ่งวันที่พระอาทิตย์และดวงจันทร์ผลัดกันเข้าเวรทำหน้าที่ของระบบสุริยจักรวาลอย่างซื่อตรง แล้ว ระหว่างนั้น คุณได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ใด ส่วนไหนของโลกบ้าง ไม่รู้ว่า เช้าวันพรุ่งนี้จะตื่นลืมตาอยู่ที่ขอบฟ้าไหนของโลก แต่คงต้องมีสักเช้าในหนึ่งปีที่คุณจะได้ลืมตามองโลกให้กว้างขึ้นด้วยสองเท้าที่ก้าวเดิน และหัวใจที่เปี่ยมศรัทธาของนักเดินทาง
อย่ามัวแต่หยุดเวลาไว้ที่ใดที่หนึ่ง เพราะโลกมีไว้ให้คุณออกเดินทางค้นหา . . .
เช้า สาย บ่าย เย็น ย่ำ